หลักสูตรฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ การช่วยชีวิตขั้นพื้นฐานสำหรับบุคคลากรทางการแพทย์และบุคคลทั่วไป (Basic Life Support for Healthcare and Non-Healthcare Provider)

ภาวะหัวใจหยุดเต้นฉับพลัน (Sudden Cardiac Arrest) สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน ทุกที่ ทุกเวลา ผู้ประสบภาวะหัวใจหยุดเต้นฉับพลันจะต้องได้รับการช่วยเหลืออย่างทันท่วงที หากการช่วยเหลือล่าช้า โอกาสรอดชีวิต (Survival Chance) ก็จะลดลงทุกๆ 7%-10% ในแต่ละนาทีที่ผ่านไป ทั้งนี้ เซลล์ในร่างกายสามารถทนต่อการขาดเลือดและออกซิเจนได้เพียง 4 นาที โดยเฉพาะสมองซึ่งเป็นอวัยวะส่วนสำคัญ หากมีผู้ช่วยเหลือที่อยู่ใกล้กับจุดเกิดเหตุ มีความรู้เบื้องต้นในการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐานและสามารถนำเครื่องฟื้นคืนคลื่นหัวใจด้วยไฟฟ้าอัตโนมัติหรือ AED ที่ติดตั้งตามสถานที่ต่างๆ ที่อยู่ใกล้มาช่วยสำหรับการฟื้นคืนชีพได้ ขณะรอรถพยาบาลหรือทีมแพทย์ฉุกเฉินเพื่อส่งต่อสำหรับการสืบค้นหาสาเหตุและรักษาต่อในโรงพยาบาล โอกาสรอดชีวิตของผู้ประสบเหตุก็จะเพิ่มสูงขึ้น 


ทั้งนี้ การฝึกอบรมและให้ความรู้ที่ถูกต้องสำหรับหลักสูตรการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐานสำหรับประชาชนทั่วไปจึงไม่ได้มุ่งหวังเพียงเพื่อให้ผู้ช่วยเหลือสามารถช่วยให้ชีพจรกลับมาเต้นได้อีกครั้งเท่านั้น แต่ยังมุ่งหวังเพื่อช่วยเพิ่มโอกาสการรอดชีวิต (Survival Chance) ให้ผู้ประสบภาวะหัวใจหยุดเต้นฉับสามารถกลับมาใช้ชีวิตเป็นปกติดังเดิมได้ 


ซึ่งหลักสูตรการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ การช่วยชีวิตขั้นพื้นฐานสำหรับประชาชนทั่วไป (Basic Life Support for Non-Healthcare Provider) นั้นมีความสำคัญและเน้นความรู้และความเข้าใจเพื่อช่วยให้เกิดการเชื่อมต่อกันอย่างเป็นระบบ เริ่มตั้งแต่ผู้พบเห็นเหตุการณ์คนแรกหรือผู้ช่วยเหลือที่อยู่ใกล้กับจุดเกิดเหตุ จากนอกโรงพยาบาลและสามารถช่วยเหลือจนกระทั่งส่งต่อผู้ป่วยไปยังระบบการแพทย์ฉุกเฉินสำหรับการสืบค้นหาสาเหตุและการดูแลรักษาต่อเนื่องในโรงพยาบาล เพื่อการเชื่อมต่อห่วงโซ่การรอดชีวิต (Chain of Survival) ทั้ง 5 ห่วง อย่างต่อเนื่องและสมบูรณ์



การเรียนรู้การช่วยชีวิตขั้นพื้นฐานตามแนวทางปฏิบัติล่าสุด มีการแบ่งกลุ่มผู้ช่วยเหลือออกเป็น 3 กลุ่ม ซึ่งกลุ่มที่มีจำนวนมากที่สุดคือผู้ช่วยเหลือที่เป็นประชาชนทัวไป (Lay Rescuer) ดังนั้น การมุ่งเน้นให้ความรู้ภาคประชาชนจึงมีความสำคัญเป็นอย่างมาก ทั้งนี้ภาวะหัวใจหยุดเต้นฉับพลันโดยส่วนมากเกิดขึ้นภายนอกโรงพยาบาล (Out of Hospital Cardiac Arrest)


กลุ่มที่ 1) กลุ่มผู้ช่วยเหลือที่เป็นบุคคลากรทางการแพทย์ ที่มีการฝึกอบรมหลักสูตการฝึกอบรมการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐานสำหรับบุคคลากรทางการแพทย์ (Basic Life Support for Healthcare Provider) ซึ่งเป็นกลุ่มวิชาชีพที่มีความรู้และทักษะการช่วยชีวิตที่มีประสิทธิภาพรวมทั้งมีเครื่องมือและอุปกรณ์ สามารถใช้อุปกรณ์ต่างๆ สำหรับการช่วยชีวิตได้ตามกฏหมายวิชาชีพ


กลุ่มที่ 2) กลุ่มประชาชนหรือบุคคลทั่วไป ที่มีการฝึกอบรมหลักสูตการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน (Basic Life Support for Non-Healthcare Provider) ซึ่งในประเทศไทยยังมีจำนวนไม่มาก การอบรมมุ่งเน้นให้ความรู้และทักษะกับผู้ช่วยเหลือที่ถูกต้องสำหรับบุคคลทั่วไป ซึ่งหากเกิดกรณีหัวใจหยุดเต้นภายนอกโรงพยาบาล (Out of Hospital Cardiac Arrest: OCA) ก็จะเพิ่มโอกาสรอดชีวิตของผู้ประสบเหตุได้เป็นอย่างมาก ประชาชนทั่วไปเป็นผู้ที่สามารถให้การช่วยขั้นต้นได้อย่างทันท่วงทีขณะรอการช่วยเหลือจากระบบการแพทย์ฉุกเฉิน ซึ่งเป็นการเชื่อมต่อห่วงโซ่การรอดชีวิตได้อย่างสมบูรณ์ ดังจะเห็นว่ากฏหมายในประเทศไทยสนับสนุนให้บุคคลที่ไม่ใช่บุคคลากรทางการแพทย์สามารถใช้เครื่อง AED สำหรับการช่วยเหลือได้ โดยเริ่มตั้งแต่ลำดับแรก (1) - (3) ของห่วงโซ่การรอดชีวิต (Chain of Survival) เพื่อให้การช่วยเหลือทำได้ภายใน 4-5 นาที 

สำหรับ กลุ่มที่ 3) กลุ่มผู้ช่วยเหลือที่อยู่ใกล้กับจุดเกิดเหตุ (Lay Rescuer) ที่ไม่ผ่านการฝึกอบรม (Untrained) แต่สามารถให้การช่วยเหลือผู้ประสบเหตุได้โดยการโทรศัพท์หมายเลขฉุกเฉิน และสามารถปฏิบัติการการช่วยชีวิตขณะรอความช่วยเหลือจากทีมแพทย์ฉุกเฉินได้ โดยจะต้องได้รับคำแนะนำจากผู้ที่ผ่านการฝึกอบรมทั้งทางตรงหรือผ่านทางโทรศัพท์ กลุ่มดังกล่าวนี้ สามารถให้การช่วยเหลือได้ เช่น การทำการกดหน้าอกเพียงอย่างเดียว (Hand Only CPR) หลังจากร้องขอความช่วยเหลือ กรณีพบเห็นสำหรับผู้ประสบภาวะหัวใจหยุดเต้นฉับพลัน


หลักสูตรการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐานสำหรับบุคคลทั่วไป (Basic Life Support for Non-Healthcare Provider)

หลักสูตร BLS-NHCP สำหรับบุคคลทั่วไปที่ไม่ใช่บุคคลากรทางการแพทย์ มุ่งเน้นการให้ความรู้กับประชาชนทั่วไป ให้มีความรู้ที่ถูกต้องตามแนวทางปฏิบัติล่าสุด สามารถนำทักษะและการเรียนรู้ไปช่วยชีวิตผู้ประสบภาวะหัวใจหยุดเต้นฉับพลัน (Sudden Cardiac Arrest) ที่เกิดขึ้นภายนอกโรงพยาบาล (Out of Hospital Sudden Cardiac Arrest) ได้อย่างมีประสิทธิภาพและถูกต้องตามแนวทางปฏิบัติ เนื้อหาหลักสูตรมีความเหมาะสมเข้าใจง่าย สามารถนำไปปฏิบัติกรณีเกิดเหตุการณ์จริงได้ การฝึกอบรมประกอบด้วยการเรียนรู้ทฤษฎีและการฝึกปฏิบัติร่วมกับหุ่นฝึก (Manikins) ที่ได้มาตรฐาน สามารถวัดประสิทธิภาพการกดหน้าอกได้และอุปกรณ์มาตรฐานอื่นๆ อาทิ เช่น เครื่องฟื้นคืนคลื่นหัวใจด้วยไฟฟ้าแบบอัตโนมัติ (Automated External Defibrillator: AED) โดยมีอัตราส่วนหุ่นฝึกจำนวน 1 ชุดต่อผู้เข้าอบรม <3 คน (1:3) มีวิทยากร 1 คนต่อผู้เข้าอบรม 6 คน (อัตราส่วน <1:6 เป็นอย่างน้อย) สำหรับการฝึกอบรมจำกัดจำนวนไม่เกิน 36 คน เพื่อให้มีการเรียนรู้และพัฒนาทักษะสามารถนำไปปฏิบัติได้อย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ

วัตถุประสงค์หลักสูตรฝึกอบรม

หลักสูตรการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐานสำหรับประชาชนทั่วไปที่ไม่ใช่บุคคลากรทางการแพทย์ มีวัตถุประสงค์เพื่อให้การเรียนการสอนสำหรับผู้สนใจทั่วไป อาทิ อาสาสมัครกู้ชีพกู้ภัย อาสาสมัครฉุกเฉินการแพทย์ ตำรวจ ทหาร พนักงานดับเพลิง พนักงานรักษาความปลอดภัย (รปภ.) พนักงานบริษัท เจ้าหน้าทีด้านความปลอดภัยและอาชีวอนามัย (จป.) อาสาสมัครสาธารณสุขประจำตำบล (อสม.) นักเรียน นักศึกษาและประชาชนทั่วไป เป็นต้น

เนื้อหาหลักสูตรฝึกอบรม

  • เนื้อหาหลักสูตรเป็นไปตามแนวทางปฏิบัติล่าสุดของการปฐมพยาบาลและการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน (CPR 2015 Guidelines) สำหรับบุคคลทั่วไป (Non-Healthcare Provider)
  • การเรียนการสอนมุ่งเน้นตามการช่วยชีวิตตามหลักการห่วงโซ่การรอดชีวิต (Chain of Survival) สำหรับกรณีหัวใจหยุดเต้นฉับพลันภายนอกโรงพยาบาล (Out of Hospital Sudden Cardiac Arrest: OHCA)
  • ความแตกต่างระหว่างหลักสูตรการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐานสำหรับบุคคลากรทางการแพทย์และบุคคลทั่วไป (Healthcare Provider and Non-Healthcare Provider)
  • การฝึกอบรมหลักสูตรมุ่งเน้นภาคปฏิบัติเพื่อให้เกิดทักษะสำหรับการช่วยชีวิตอย่างมีคุณภาพ (High-Quality CPR)
  • การช่วยชีวิต (CPR) กรณีมีผู้ช่วยเหลือเพียง 1 คน (1-Rescuer) และกรณีมีผู้ช่วยเหลือ 2 คน (2-Rescuer) รวมถึงการใช้งานเครื่องฟื้นคืนคลื่นหัวใจด้วยไฟฟ้าแบบอัตโนมัติหรือ AED
  • ความแตกต่างระหว่างการช่วยชีวิตโดยการกดหน้าอก (Chest Compression) สำหรับเด็กเล็ก (Infant) เด็กโต (Child) และผู้ใหญ่ (Adult)
  • การช่วยหายใจ (Breathing) โดยการเป่าปากสำหรับเด็กเล็ก เด็กโตและผู้ใหญ่
  • ความแตกต่างของการช่วยเหลือชีวิตขั้นพื้นฐานระหว่างบุคคลากรทางการแพทย์ (Healthcare) และบุคคลทั่วไป (Non-Healthcare)
  • การช่วยเหลือการอุดตันทางเดินหายใจโดยการบีบรัดตัว (Choking) สำหรับผู้ใหญ่ เด็กโตและเด็กเล็ก โดยมีการฝึกปฏิบัติร่วมกับหุ่นฝึกและอุปกรณ์ เป็นต้น

รายละเอียดหลักสูตรและอุปกรณ์การฝึกอบรม

  • หลักสูตรฝึกอบรมประกอบด้วยผู้เรียนจำนวนไม่เกิน 36 คน ต่อ 1 รุ่น โดยมีอัตราส่วนระหว่างวิทยากรและผู้เข้าอบรมจำนวน 1 คนต่อผู้เข้าอบรม 6 คน (<1:6)
  • หุ่นฝึก (Manikins) ที่ได้มาตรฐานสามารถวัดประสิทธิภาพการกดหน้าอกและเพื่อการสอบปฏิบัติได้ ตามแนวทางปฏิบัติล่าสุด (2015 CPR Guideline) โดยมีอัตราส่วนหุ่นฝึกต่อจำนวนผู้เข้าอบรม 1:3 เพื่อการฝึกปฏิบัติและการทดสอบภาคปฏิบัติอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมอุปกรณ์ตามมาตรฐานอย่างอื่น อาทิเช่น หุ่นเด็ก (Infant Manikins) หุ่นเด็กโต (Child Manikin) เครื่องฟืนคืนคลื่นหัวใจด้วยไฟฟ้าแบบอัตโนมัติสำหรับฝึกอบรมภาษาไทย (AED Trainer) พร้อมอุปกรณ์สำหรับการฝึกการช่วยผู้ประสบเหตุจากภาวะทางเดินหายใจอุดกั้น (Choking) โดยอัตราส่วนอุปกรณ์ต่อผู้เข้าอบรม 1:3
  • อุปกรณ์สำหรับการฝึกอบรมการช่วยหาย (Breathing) ประกอบด้วยหน้ากากป้องกันการติดเชื้อ (Face Shield) หรือหน้ากากช่วยหายใจ (CPR Mask) สำหรับผู้เข้าอบรมแต่ละคน (1:1)
  • เอกสารประกอบการเรียนการสอน หนังสือและเอกสารประกอบการเรียน (BLS Book & Presentation Handout) สำหรับผู้เรียนแต่ละคน (1:1)

วิทยากรผู้ฝึกอบรม

วิทยากรฝึกอบรมจำนวน 1 ท่านต่อผู้เข้าอบรม 6 ท่าน (1:6) โดยผู้เข้าอบรมจำนวน 36 คนต่อรุ่นจะมีวิทยากร 7 ท่าน (วิทยากรหลัก 1 ท่าน) เพื่อประสิทธิภาพในการเรียนการสอนทั้งภาคทฤษฏีและปฏิบัติ ทั้งนี้ วิทยากรแต่ละท่านผ่านการฝึกอบรมหลักสูตรวิทยากร การช่วยชีวิตขั้นพื้นฐานสำหรับบุคคลทั่วไป (Instructor of Basic Life Support for Non-Healthcare Provider) วิทยากรรับรองโดยสมาคมโรคหัวใจแห่งสหรัฐอเมริกา (American Heart Association: AHA) หรือจากคณะกรรมการมาตรฐานการช่วยชีวิตแห่งประเทศไทย (Thai Resuscitation Council: TRC) สมาคมแพทย์โรคหัวใจแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ (The Heart Association of Thailand under the Royal Patronage) 

การจบหลักสูตร

ผู้เข้าอบรมจะได้รับการความรู้ทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติ โดยมุ่งเน้นการให้ความรู้ที่ถูกต้องและเข้าใจง่าย รวมทั้งการฝึกปฏิบัติเพื่อให้เกิดทักษะสามารถนำไปให้การช่วยเหลือผู้ประสบเหตุในสถานการณ์จริงได้อย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ โดยผู้เข้าอบรมจะต้องผ่านการทดสอบข้อเขียน (>80%) และทดสอบภาคปฏิบัติ (>80%)  โดยการทดสอบกับหุ่นจำลองการฝึกอบรมที่สามารถวัดประสิทธิภาพการกดหน้าอก การช่วยหายใจ ร่วมกับการใช้งานกับเครื่องฟื้นคืนคลื่นหัวใจด้วยไฟฟ้าแบบอัตโนมัติ (AED) ทักษะการช่วยชีวิตกรณีผู้ประสบภาวะทางเดินหายใจอุดกัน (Choking) และทักษะอื่นๆ ตามแนวทางปฏิบัติล่าสุด


ตารางการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการหลักสูตรการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน (BLS-NHCP AGENDA)



วิดีโอสาธิต การช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน (Basic Life Support for Non-Healthcare Provider) และการใช้งานเครื่องฟื้นคืนคลื่นหัวใจด้วยไฟฟ้าอัตโนมัติ (AED) สำหรับประชาชนทั่วไป 

หมายเหตุ ประกาศคณะกรรมการการแพทย์ฉุกเฉิน กำหนดให้ "การใช้เครื่องฟื้นคืนคลื่นหัวใจด้วยไฟฟ้าแบบอัตโนมัติเป็นการปฐมพยาบาล"

หน้า ๑๑ เล่มที่ ๑๓๒ ตอนพิเศษ ๑๐๘ ง ราชกิจจานุเบกษา วันที่ ๑๑ พฤษภาคม ๒๕๕๘

ประกาศคณะกรรมการการแพทย์ฉุกเฉิน

เรื่อง กำหนดให้การใช้เครื่องฟื้นคืนคลื่นหัวใจด้วยไฟฟ้าแบบอัตโนมัติเป็นการปฐมพยาบาล พ.ศ. ๒๕๕๘

โดยที่ประกาศคณะกรรมการการแพทย์ฉุกเฉิน เรื่อง การให้ประกาศนียบัตรและการปฏิบัติการฉุกเฉินของผู้ปฏิบัติการ พ.ศ. ๒๕๕๔ ซึ่งกำหนดให้ “การปฐมพยาบาล” หมายความว่า การปฏิบัติการฉุกเฉินที่เริ่มต้นกระทำเพื่อรักษาชีวิตหรือช่วยเหลือผู้ป่วยฉุกเฉินขณะรอคอยปฏิบัติการแพทย์จากผู้ประกอบวิชาชีพหรือผู้ช่วยเวชกรรมซึ่งต้องไม่มีการทำหัตถการในร่างกายเว้นแต่การให้ยาสามัญประจำบ้านหรือยาของผู้ป่วยตามที่แพทย์สั่งไว้ และหมายรวมถึงการแจ้งการเจ็บป่วยฉุกเฉิน การปฏิบัติการฉุกเฉินที่กระทำตามคำแนะนำของแพทย์หรือผู้ช่วยเวชกรรม และการช่วยบุคลากรสาธารณสุขที่ปฏิบัติการฉุกเฉิน ณ ที่เกิดเหตุการณ์และขณะเคลื่อนย้ายผู้ป่วยฉุกเฉิน รวมทั้งการกระทำอื่นใดที่ กพฉ. กำหนดเพิ่มเติมให้เป็นการปฐมพยาบาลดังนั้นเพื่อให้การช่วยเหลือผู้ป่วยฉุกเฉินได้อย่างทันท่วงที

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๑๑ และมาตรา ๒๙ แห่งพระราชบัญญัติการแพทย์ฉุกเฉินพ.ศ. ๒๕๕๑ คณะกรรมการการแพทย์ฉุกเฉินจึงมีมติให้ออกประกาศให้ “การใช้เครื่องฟื้นคืนคลื่นหัวใจด้วยไฟฟ้าแบบอัตโนมัติ (Automated External Defibrillator : AED) เป็นการปฐมพยาบาล”