การช่วยชีวิตขั้นพื้นฐานสำหรับประชาชนทั่วไป (Basic Life Support for Non-Healthcare Provider: BLS-NHCP)

การช่วยชีวิตขั้นพื้นฐานสำหรับประชาชนทั่วไป (BLS for NHCP) ตามแนวทางปฏิบัติล่าสุดสำหรับการช่วยชีวิต ปี ค.ศ. 2015 [2015 CPR Guideline Updated]

ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน (Sudden Cardiac Arrest: SCA)

คนเรามีชีวิตอยู่ได้เพราะการทำงานของหัวใจและระบบการหายใจคงอยู่ตลอดเวลา 

ระบบหายใจและระบบไหลเวียนโลหิตเป็นสิ่งจำเป็นต่อการดำรงค์ชีวิตของมนุษย์ ซึ่งต้องอาศัยการหายใจ การทำงานของปอดและหัวใจในการแลกเปลี่ยนออกซิเจนและนำพาออกซิเจนไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆ ของร่างกาย เมื่อใดก็ตามที่การหายใจ การทำงานของระบบปอดและหัวใจล้มเหลว จะนำไปสู่การเสียชีวิตเนื่องจากขาดออกซิเจนและเลือดไปเลี้ยงอวัยวะส่วนต่างๆ ของร่างกายโดยเฉพาะหัวใจและหลอดเลือด ซึ่งมีความสำคัญเป็นอย่างมาก

ทำไมระบบการหายใจ การทำงานของปอดและหัวใจจึงล้มเหลว

การทำงานของปอดและหัวใจล้มเหลวเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ เช่น การหยุดหายใจ อาการหมดสติ บาดเจ็บอย่างรุนแรง ไม่มีอากาศหายใจ จมน้ำ สำลักควันไฟ สิ่งแปลกปลอมอุดกั้นทางเดินหายใจ เป็นต้น หัวใจทำงานล้มเหลวเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุเช่นกัน เช่น ภาวะกล้ามเนื้อขาดเลือดเฉียบพลัน หัวใจวาย หัวใจหยุดเต้น หัวใจได้รับบาดเจ็บ ช็อค ไฟช็อต เป็นต้น

เกิดอะไรขึ้นเมื่อการหายใจ การทำงานของปอดและหัวใจล้มเหลว

การหายใจ ปอด หัวใจทำงานล้มเหลว จะส่งผลให้ผู้ประสบเหตุเสียชีวิตอย่างรวดเร็ว เนื่องจากอวัยวะต่างๆ เมื่อไม่มีออกซิเจนใช้งานจะเริ่มสูญเสียการทำงานจนกระทั่งหยุดทำงานลงและอวัยวะตายในที่สุด โดยเฉพาะสมองและหัวใจที่จะสูญเสียการทำงานอย่างรวดเร็ว

การช่วยชีวิตขั้นพื้นฐานช่วยเพิ่มโอกาสรอดชีวิตของผู้ประสบเหตุ

การช่วยชีวิตนั้นมีวัตถุประสงค์เพื่อให้มีออกซิเจนและเลือดไปเลี้ยงอวัยวะที่สำคัญอย่างเพียงพอ ก่อนที่อวัยวะจะสูญเสียการทำงานอย่างถาวร เพื่อประวิงเวลาทำให้แพทย์มีเวลามากขึ้นในการสืบค้นหาสาเหตุที่เกิดขึ้นและทำการรักษาได้ทันท่วงทีก่อนที่อวัยวะจะตายลง 


ในแต่ละปีมีผู้เสียชีวิตเนื่องจากภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน (Sudden Cardiac Arrest: SCA) เป็นจำนวนมาก ภาวะหัวใจหยุดเต้นฉับพลันสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน ทุกที่ ทุกเวลา หากผู้ที่พบเห็นเหตุการตื่นเต้นตกใจและการช่วยเหลือล่าช้า โอกาสรอดชีวิตของผู้ประสบเหตุจะลดลงเรื่อยๆ ตามระยะเวลา ซึ่งโอกาสรอดชีวิตจะลดลง 7-10% ในแต่ละนาทีที่ผ่านไป

โอกาสรอดชีวิตสำหรับผู้ประสบภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน

กรณีศึกษาจากข้อมูลการศึกษาวิจัย (Case Study)

มีข้อมูลการศึกษาวิจัยจากหลายสถาบัน ที่แสดงถึงความสัมพันธ์ของโอกาสรอดชีวิตสำหรับผู้ประสบภาวะหัวใจหยุดเต้นฉับพลัน ที่ให้ความสำคัญของการช่วยเหลือโดยมุ่งเน้นการกดหน้าอกโดยเร็ว (Early CPR) และการใช้เครื่องฟื้นคืนคลื่นหัวใจด้วยไฟฟ้า (Defibrillator) นับตั้งแต่นาทีแรกๆ ที่เกิดเหตุ ซึ่งมีข้อมูลการศึกษา ดังนี้

กรณีศึกษาที่ 1

ภายหลังจากเกิดภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน (Sudden Cardiac Arrest) มีการแจ้งเหตุฉุกเฉินและรอหน่วยแพทย์ฉุกเฉินเพียงอย่างเดียว โดยไม่มีการทำซีพีอาร์ (CPR) นานกว่าหน่วยแพทย์ฉุกเฉินจะมาถึงที่เกิดเหตุเป็นระยะเวลากว่า 8-12 นาที เมื่อหน่วยแพทย์ฉุกเฉินมาถึงที่เกิดเหตุ มีการนำเครื่องกระตุกหัวใจด้วยไฟฟ้ามาใช้ จากการศึกษาจะเห็นว่าโอกาสรอดชีวิต (Chance of Survival) มีเพียง 0-2%

กรณีศึกษาที่ 2

ภายหลังจากเกิดภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน (Sudden Cardiac Arrest) มีการเริ่มทำซีพีอาร์ (CPR) ภายในเวลา 2 นาที ขณะรอหน่วยแพทย์ฉุกเฉิน จากกรณีศึกษานี้ จะเห็นว่าการเริ่มทำ CPR จะช่วยให้จังหวะการเต้นหัวใจระริก (Ventricular Vibrillation: VF) ขยายเวลาออกไป และเมื่อหน่วยแพทย์ฉุกเฉินมาถึงที่เกิดเหตุ มีการนำเครื่องกระตุกหัวใจด้วยไฟฟ้ามาใช้ในเวลา 8-12 นาที โอกาสรอดชีวิต (Chance of Survival) เพิ่มขึ้น 2-8%

กรณีศึกษาที่ 3

ภายหลังจากเกิดภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน (Sudden Cardiac Arrest) มีการเริ่มทำซีพีอาร์ (CPR) ภายในระยะเวลา 2 นาที และมีการนำเครื่องกระตุกหัวใจด้วยไฟฟ้ามาใช้ เพื่อทำการฟื้นคืนคลื่นหัวใจในนาทีที่ 7 จะเห็นว่าโอกาสรอดชีวิตเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ 20%-30%

จากกรณีศึกษข้างต้น แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการทำซีพีอาร์ในทันที (Cardiopulmonary Resuscitation: CPR) และการนำใช้งานเครื่อง AED มาใช้ให้เร็วมีความสำคัญและเพิ่มโอกาสการรอดชีวิตเป็นอย่างมาก จึงสรุปได้ว่าเมื่อมีผู้ประสบภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันล้มลง หากมีการเริ่มทำซีพีอาร์ทันที (Early CPR) และนำเครื่องฟื้นคืนคลื่นหัวใจด้วยไฟฟ้ามาใช้เพื่อฟื้นคืนคลื่นหัวใจโดยเร็ว (Early Defibrillation) ในช่วง 4-5 นาทีแรกที่ผู้ประสบเหตุล้มลง ก็จะช่วยเพิ่มโอกาสรอดชีวิตของผู้ประสบเหตุได้เป็นอย่างสูง ดังนั้น การติดตั้งเครื่อง AED ไว้ในที่สาธารณะหรือที่ที่มีความเสียงที่จะมีคนเกิดภาวะหัวใจหยุดเต้นฉับพลันสูง ให้สามารถเข้าถึงได้ง่ายและประชาชนทั่วไปควรมีความรู้การช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน ก็จะช่วยเพิ่มโอกาสรอดชีวิตสำหรับผู้ประสบภาวะหัวใจหยุดเต้นฉับพลัน (Increasing Chance of Survival for Sudden Cardiac Arrest Victims) ได้เป็นอย่างมาก


การช่วยชีวิตขั้นพื้นฐานทำอย่างไร

การกดหน้าอกเพื่อให้เลือดไปเลี้ยงอวัยวะสำคัญส่วนต่างๆ ของร่างกาย เป็นวิธีปฏิบัติที่ง่ายที่สุดในการช่วยให้อวัยวะต่างๆ มีออกซิเจนและเลือดไปเลี้ยง แต่อย่างไรก็ตามเพื่อให้คุณภาพการช่วยชีวิตดีขึ้น จึงมีการกำหนดแนวทางปฏิบัติง่ายๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดูแลผู้ประสบเหตุ ปัจจุบัน มีการแบ่งแนวทางการปฏิบัติในการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐานตามความสามารถของผู้ช่วยเหลือ ดังนี้

  • แนวทางปฏิบัติสำหรับประชาชนทั่วไป ที่ไม่เคยผ่านการฝึกอบรม (Untrained Non-Healthcare Provider) หรือกลุ่มคนที่อยู่ในที่เกิดเหตุหรือเห็นเหตุการณ์คนแรก (Lay Rescuer) ซึ่งมุ่งเน้นการกดหน้าอกเป็นหลัก (Hands Only CPR)
  • แนวทางปฏิบัติสำหรับประชาชนทั่วไป ที่ได้รับการฝึกอบรม (Trained Non-Healthcare Provider) โดยมีการฝึกอบรมเพิ่มเติมทักษะการกดหน้าอก (Chest Compression) และการช่วยหายใจ (Breathing) พร้อมทั้งการใช้งานเครื่องฟื้นคืนคลื่นหัวใจด้วยไฟฟ้าอัตโนมัติ (Automated External Defibrillator: AED)
  • แนวทางปฏิบัติสำหรับบุคคลากรทางการแพทย์ (Healthcare Provider) ซึ่งเพิ่มทักษะบุคคลากรทางการแพทย์ เช่น การคลำชีพจร การใช้อุปกรณ์ช่วยหายใจ เป็นต้น

แนวคิดสำหรับการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐานจากข้อเท็จจริงในปัจจุบัน

  • ภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันที่เกิดขึ้นนอกโรงพยาบาล (Out of Hospital Cardiac Arrest) ส่วนใหญ่ไม่ได้รับการช่วยเหลือจากผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์
  • หากผู้ประสบเหตุได้รับการกดหน้าอกโดยเร็วและกดหน้าอกอย่างมีประสิทธิภาพอย่างต่อเนื่องก็จะเพิ่มโอกาสรอดชีวิตได้มากขึ้น
  • สาเหตุที่ผู้ประสบเหตุได้รับการกดหน้าอกช้า เกิดจากอาการตื่นตกใจ การลังเลของผู้ช่วยเหลือ กระประเมินผู้ประสบเหตุนานเกินไป ความพยายามเปิดทางเดินหายใจและการช่วยหายใจมากเกินไป
  • ปัจจุบันมีการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่อย่างแพร่หลาย ผู้ช่วยเหลือสามารถขอความช่วยเหลือและคำแนะนำการช่วยเหลือจากระบบการแพทย์ฉุกเฉิน หมายเลข 1669 ได้อย่างสะดวก โดยไม่ต้องห่างจากผู้ป่วย รวมทั้งสามารถใช้สื่อสาธารณะและโปรแกรมระบุตำแหน่งในการแจ้งเหตุขอความช่วยเหลือและขอคำแนะนำได้ 
  • การติดตั้งเครื่องฟื้นคืนคลื่นหัวใจด้วยไฟฟ้าอัตโนมัติ (Automated External Defibrillator: AED) ในที่สาธารณะที่มีความเสียงสูงที่จะเกิดภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน เช่น ศูนย์การค้า สนามบิน สนามกีฬา สถานที่ท่องเที่ยว โรงเรียน สถาบันการศึกษา ศูนย์ประชุม สนามกีฬา สโมสร สระว่ายน้ำ เป็นต้น ทำให้ผู้ช่วยเหลือสามารถเข้าถึงเครื่องกระตุกหัวใจด้วยไฟฟ้าหรือ AED ได้ง่าย
  • กรณีมีผู้ช่วยเหลือหลายคน สามารถให้การช่วยเหลือในหลายๆ อย่างไปพร้อมกันได้เพื่อเพิ่มโอกาสรอดชีวิต
  • ทุกครั้งที่ทำการช่วยเหลือ ต้องประเมินความปลอดภัยและประเมินผู้ประสบเหตุก่อน จากนั้นพิจารณาให้การดูแลที่เหมาะสม

แอพพลิเคชั่นสำหรับการใช้งานบนโทรศัพท์เคลื่อนที่ กรณีเหตุฉุกเฉินทางการแพทย์ "EMS1669" ทำขึ้นโดยสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) 

ระบบ iOS สามารถดาวน์โหลดใช้งานได้ที่ https://itunes.apple.com/th/app/thaiems1669/id9560 ระบบ Android สามารถดาวน์โหลดได้ที่ https://play.google.com/store/apps/details?id=com


ห่วงโซ่การรอดชีวิต ปัจจัยสำคัญต่อการรอดชีวิตของผู้ประสบเหตุ

การช่วยเหลือผู้ประสบเหตุภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน มีขั้นตอนสำคัญที่จะช่วยเพิ่มโอกาสรอดชีวิตผู้ประสบเหตุได้ ถ้าหากปฏิบัติในแต่ละขั้นตอนอย่างต่อเนื่องและเหมาะสม ก็จะช่วยเพิ่มโอกาสรอดชีวิตของผู้ประสบเหตุได้เป็นอย่างมาก ซึ่งห่วงโซ่การรอดชีวิต (Chain of Survival) แบ่งออกเป็นสองกรณี คือ (1) กรณีภาวะหัวใจหยุดเต้นในโรงพยาบาล (In-Hospital Cardiac Arrest: IHCA) และ (2) กรณีหัวใจหยุดเต้นภายนอกโรงพยาบาล (Out of Hospital Cardiac Arrest: OHCA) ทั้งนี้ ห่วงโซ่การรอดชีวิต (Chain of Survival) กรณีหัวใจหยุดเต้นภายในโรงพยาบาล (Out of Hospital Cardiac Arrest) มีดังนี้

ห่วงที่ 1 การประเมินความปลอดภัยของสถานที่เกิดเหตุ และทำการประเมินผู้ประสบเหตุอย่างรวดเร็ว หากพบว่าหมดสติ ไม่ตอบสนอง ให้ร้องขอความช่วยเหลือ / โทร 1669 ทันที (Early to Activate the Emergency Call)

ห่วงที่ 2 ทำการประเมินการสัญญาณชีพ (สำหรับประชาชนทั่วไป การประเมินสัญญาณชีพทำได้โดยดูการหายใจโดยการสังเกตุการขยับของทรวงอกและหน้าท้อง รวมถึวอวัยวะต่างๆ ของร่างกาย ไม่ต้องคลำชีพจร) หากพบว่าไม่หายใจ หายใจผิดปกติดหรือหายใจเฮีอก ให้เริ่มทำการช่วยเหลือโดยทำซีพีอาร์ (Early CPR) โดยทันที

ห่วงที่ 3 การนำเครื่อง AED มาใช้โดยเร็ว (Early Defibrillation) เพื่อทำการฟื้นคืนคลื่นหัวใจ ซึ่งเป็นการรักษากรณีผู้ประสบเหตุหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันที่มีคลื่นไฟฟ้าหัวใจเต้นรัวๆ (Ventricular Fibrillation / Ventricular Tachycardia)

ห่วงที่ 4 การส่งต่อผู้ป่วยเพื่อให้การช่วยเหลืออย่างต่อเนื่องจากหน่วยแพทย์ฉุกเฉิน (Emergency Medical Services)

ห่วงที่ 5 การสืบค้นหาสาเหตุและการรักษาต่อเนื่องที่โรงพยาบาลซึ่งทำอย่างเป็นระบบและมีความพร้อมทั้งอุปกรณ์และทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในแต่ละด้าน

ทั้งนี้ ห่วงโซ่การรอดชีวิต (Chain of Survival) มีความสำคัญตั้งแต่ห่วงที่ 1 จนถึงห่วงที่ 5 ซึ่งต้องมีการเชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบตั้งแต่นอกโรงพยาบาลโดยการช่วยเหลือจากผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ (Lay Rescuer) จนถึงในโรงพยาบาลซี่งมีทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญหลากหลายสาขาพร้อมเครื่องมือและอุปกรณ์เพื่อช่วยสืบค้นหาสาเหตุและทำการรักษาอย่างต่อเนื่อง จะเห็นว่าการช่วยเหลือผู้ป่วยหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน (Sudden Cardiac Arrest) ไม่ได้มุ่งหวังเพียงแค่ช่วยให้หัวใจกลับมาเต้นเท่านั้น แต่เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างเป็นปกติสมบูรณ์

ห่วงโซ่การรอดชีวิต (Chain of Survival) วิดีโอจำลองจากเหตุการณ์จริง

โดย น.พ. รังสฤษฎ์ กาญจนะวณิชย์ แพทย์ผู้เชียวชาญระบบโรคหัวใจและหลอดเลือด ภาควิชาอายุรศาสตร์ โรงพยาบาลมหาราชเชียงใหม่

คณะกรรมการมาตรฐานการช่วยชีวิตแห่งประเทศไทย (Thai Resuscitation Council: TRC) สมาคมแพทย์โรคหัวใจแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมถ์ (The Heart Association of Thailand under the Royal Patronage)


การช่วยชีวิตขั้นพื้นฐานสำหรับประชาชนทั่วไป ที่ไม่เคยฝึกอบรม (Untrained Non-Healthcare Provider)

  • ขั้นตอนที่ 1 ประเมินความปลอดภัยของสถานที่เกิดเหตุก่อนเข้าทำการช่วยเหลือ (Scene Safe Evaluation) โดยทำการประเมินพื้นที่บริเวณรอบๆ ถึงอันตรายที่อาจเกิดขึ้น เช่น สารเคมีอันตราย สารพิษ แก๊ส น้ำมัน กระแสไฟฟ้า ประกายไฟ ระเบิด อื่นๆ
  • ขั้นตอนที่ 2 ประเมินการตอบสนองของผู้ประสบเหตุ (Check Respond) ทำการประเมินโดยการตบไหล่ผู้ป่วยทั้งสองข้าง พร้อมเรียกเสียงดัง "คุณๆ เป็นอะไรไหม" ถ้าผู้ป่วยตอบสนอง ให้ประเมินว่าต้องขอความช่วยเหลือจากระบบการแพทย์ฉุกเฉิน (1669) หรือไม่ ถ้าไม่ส่งเสียงไม่มีการขยับ แสดงว่าผู้ป่วยหมดสติ (Unconcious) ไม่ตอบสนอง (No Response)
  • ขั้นตอนที่ 3 การขอความช่วยเหลือ ตะโกนร้องขอความช่วยเหลือหรือใช้โทรศัพท์โทรขอความช่วยเหลือจากระบบการแพทย์ฉุกเฉิน (1669)  กรณีอยู่คนเดียวให้เปิดลำโพงโทรศัพท์และวางไว้ใกล้ตัวตลอดเวลา แล้วแจ้งข้อมูลที่จำเป็นในการช่วยเหลือตามที่ได้ประเมิน คือ ผู้ประสบเหตุหมดสติ ไม่ตอบสนอง ไม่หายใจหรือหายใจผิดปกติ และตอบคำถามอื่นๆ ที่จำเป็น และให้ฟังคำแนะนำจากหน่วยบริการการแพทย์ฉุกเฉินตลอดเวลา
  • ขั้นตอนที่ 4 ทำตามคำแนะนำจากหน่วยบริการการแพทย์ฉุกเฉินทางโทรศัพท์ หน่วยบริการการแพทย์ฉุกเฉินจะสอบถามข้อมูลจากผู้ช่วยเหลือว่าผู้ประสบเหตุหายใจ หายใจผิดปกติ หรือหายใจเฮิอกหรือไม่ ถ้ามี จะให้คำแนะนำในการกดหน้าอกผู้ป่วยและอาจให้คำแนะนำในการใช้เครื่องฟื้นคืนคลื่นหัวใจด้วยไฟฟ้าอัตโนมัติหรือ AED

การช่วยชีวิตขั้นพื้นฐานสำหรับประชาชนทั่วไป ที่ผ่านฝึกอบรม (Trained Non-Healthcare Provider)

  • ขั้นตอนที่ 1 ประเมินความปลอดภัยของสถานที่เกิดเหตุก่อนเข้าทำการช่วยเหลือ (Scene Safe Evaluation) โดยทำการประเมินพื้นที่บริเวณรอบๆ ถึงอันตรายที่อาจเกิดขึ้น เช่น สารเคมีอันตราย สารพิษ แก๊ส น้ำมัน กระแสไฟฟ้า ประกายไฟ ระเบิด อื่นๆ
  • ขั้นตอนที่ 2 ประเมินการตอบสนองของผู้ประสบเหตุ (Check Respond) ทำการประเมินโดยการตบไหล่ผู้ป่วยทั้งสองข้าง พร้อมเรียกเสียงดัง "คุณๆ เป็นอะไรไหม" ถ้าผู้ป่วยตอบสนอง ให้ประเมินว่าต้องขอความช่วยเหลือจากระบบการแพทย์ฉุกเฉิน (1669) หรือไม่ ถ้าไม่ส่งเสียงไม่มีการขยับ แสดงว่าผู้ป่วยหมดสติ (Unconcious) ไม่ตอบสนอง (No Response) 
  • ขั้นตอนที่ 3 ขอความช่วยเหลือและเครื่องฟื้นคืนคลื่นหัวใจด้วยไฟฟ้าอัตโนมัติ (AED) ตะโกนร้องขอความช่วยเหลือหรือใช้โทรศัพท์โทรขอความช่วยเหลือจากระบบการแพทย์ฉุกเฉิน (1669)  กรณีอยู่คนเดียว ให้เปิดลำโพงโทรศัพท์และวางไว้ใกล้ตัวตลอดเวลา แล้วแจ้งข้อมูลที่จำเป็นในการช่วยเหลือตามที่ได้ประเมิน คือ ผู้ประสบเหตุหมดสติ ไม่ตอบสนอง และตอบคำถามอื่นๆ ที่จำเป็น และให้ฟังคำแนะนำจากหน่วยบริการการแพทย์ฉุกเฉินตลอดเวลา กรณีมีเครื่องฟื้นคืนคลื่นหัวใจด้วยไฟฟ้าอัตโนมัติ (AED) อยู่ใกล้ให้รีบไปนำมาใช้ทันที กรณีมีผู้ช่วยเหลือมากกว่า 2 คน ขึ้นไป ให้ผู้ช่วยเหลือคนอื่นโทรศัพท์ขอความช่วยเหลือและให้รีบไปนำเครื่อง AED มา
  • ขั้นตอนที่ 4 การประเมินการหายใจ ภายใน 10 วินาที กรณีผู้ช่วยเหลือผ่านการฝึกอบรมแล้ว ให้ทำการประเมินการหายใจ โดยสังเกตุการขยับของทรวงอกและหน้าท้องเพียงระยะเวลาสั้นๆ 10 วินาที ถ้าหายใจปกติ ให้สังเกตุอาการจนหน่วยบริการการแพทย์ฉุกเฉินมาถึงที่เกิดเหตุ ถ้าพบว่าไม่มีการหายใจ หายใจผิดปกติหรือหายใจเป็นเฮิอกๆ ให้ทำการกดหน้าอกทันที โดยทำการกดหน้าอก 30 ครั้ง สลับกับการช่วยหายใจ 2 ครั้ง รอจนเครื่อง AED และให้ใช้เครื่องทันที ให้ทำไปเรื่อยๆ จนกว่าหน่วยแพทย์ฉุกเฉินมาถึงที่เกิดเหตุ
  • ขั้นตอนที่ 5 ทำตามคำแนะนำจากหน่วยบริการการแพทย์ฉุกเฉินทางโทรศัพท์อย่างต่อเนื่อง

ทักษะที่จำเป็นในการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐานสำหรับประชาชนทั่วไป

การกดหน้าอก (Chest Compression) ผู้ใหญ่

การกดหน้าอกเพื่อให้เลือดไปเลี้ยงสมองอย่างเพียงพอ เป็นทักษะที่จำเป็นสำหรับการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน โดยต้องทำการกดหน้าอกให้ได้ประสิทธิภาพตามรายละเอียด ดังนี้

  • ตำแหน่งการกดหน้าอก ตรงกึ่งกลางท่อนล่างของกระดูกหน้าอก (Mid of Lower Sternum) กรณีประชาชนทั่วไปให้หาตำแหน่ง ที่เป็นจุดตัดระหว่างเส้นแนวตั้งกึ่งกลางลำตัวตัดกับเส้นแนวนอนลากผ่านหัวนม (Nipple Line)
  • ทำการกดด้วยอัตราเร็วในช่วงระหว่าง 100 - 120 ครั้งต่อนาที
  • ปล่อยมือให้สุดทุกครั้งเพื่อให้หน้าอกขยายคืนปกติ (Chest Recoil) แล้วค่อยกดหน้าอกครั้งต่อไป
  • ไม่หยุดกดหน้าอกบ่อยหรือรบกวนการกดให้น้อยกว่า 10 วินาที
  • กรณีมีผู้ช่วยเหลือมากกว่า 2 คน ให้เปลี่ยนคนกดหน้าอกทุกๆ 2 นาที (หรือกดหน้าอกด้วยอัตราเร็ว 30 ครั้ง สลับกับการช่วยหายใจ 2 ครั้ง จนครบ 5 รอบ) โดยให้ผู้ช่วยเหลืออีกคนนั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามเพื่อกดหน้าอกต่อทันที อย่างต่อเนื่องสลับกันไปมา
  • การช่วยหายใจทุกครั้งต้องเปิดทางเดินหายใจร่วมด้วย (Open Airway) ยกเว้นกรณีที่ผู้ประสบเหตุมีการบาดเจ็บที่คอหรือกระดูกสันหลัง (C-Spine Injury) หลึกเลี่ยงทำการช่วยหายใจมากจนเกินไป หากทำการช่วยหายใจไม่สำเร็จ 2 ครั้งให้กลับไปกดหน้าอกทันที

การกดหน้าอก (Chest Compression) ที่มีประสิทธิภาพ 

เป็นทักษะที่จำเป็นสำหรับประชาชนทั่วไปที่ผ่านการฝึกอบรม (Trained Non-Healthcare Provider) ซึ่งการกดหน้าอกอย่างมีประสิทธิภาพจะช่วยให้เลือดและออกซิเจนไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆ ทั่วร่างกายได้อย่างเพียงพอโดยเฉพาะสมองและหัวใจ เพื่อประวิงเวลารอหน่วยแพทย์ฉุกเฉินมาถึงที่เกิดเหตุ ซึ่งการกดจะต้องกดในตำแหน่งที่ถูกต้อง คือ กึ่งกลางท่อนล่างของกระดูกหน้าอก (ตามภาพที่แสดง) อัตตราเร็วในการกดหน้าอก (Compression Rate) อยู่ที่ระหว่าง 100-120 ครั้งต่อนาที ความลึก (Compression Depth) สำหรับการกดหน้าอกในผู้ใหญ่อยู่ที่ 5-6 เซ็นติเมตร (2.0 - 2.4 นิ้ว)


การกดหน้าอก (Chest Compression) มีลักษณะและวิธีการกดที่ต่างกันออกไปแยกออกเป็นกลุ่มตามช่วยอายุ 3 กลุ่ม คือผู้ใหญ่ (Adult) เด็กโต (Child) อายุมากกว่า 1 ปีขึ้นไปจนถึงวัยเจริญพันธ์ และเด็กเล็ก (Infant) อายุ 1 ปีหรือน้อยกว่า  


การเปิดทางเดินหายใจ (Open Airway) และการช่วยหายใจ (Breathing)

การเปิดทางเดินหายใจสำหรับประชาชนที่ผ่านการฝึกอบรม กรณีที่ผุ้ป่วยไม่มีการบาดเจ็บที่กระดูกสันหลังหรือคอ ให้ใช้วิธี กดหน้าฝากให้ต่ำ (Head Tilt) และใช้มือยกคางขึ้น (Chin Lift) สำหรับการเปิดทางเดินหายใจกรณีที่ผู้ป่วยน่าจะมีอาการบาดเจ็บที่กระดูกสันหลังหรือส่วนคอ (C-Spine Injury) ให้ใช้มือทั้งสองข้างจับด้านข้างศรีษะของผุ้ป่วยให้อยู่นิ่ง


การช่วยหายใจ (Breathing)

  • ถ้าไม่สะดวกช่วยหายใจหรือไม่มีอุปกรณ์ป้องกัน เช่น หน้าการช่วยหายใจ (CPR Mask) หรือแผ่นกันน้ำลาย (Face Shield) ให้กดหน้าอกเพียงอย่างเดียว
  • การช่วยหายใจจะต้องเปิดทางเดินหายใจร่วมด้วยเสมอ
  • หลังจากช่วยหายใจแล้วหน้าอกไม่ขยับ ให้ทำการจัดท่าผู้ป่วยใหม่
  • ช่วยหายใจ 2 ครั้ง ครั้งละ 1 วินาที ภายหลังจากการกดหน้าอก 30 ครั้ง โดยใช้ปริมาณลมให้หน้าอกขยาย ไม่ควรช่วยหายในเร็วหรือมากเกินไป เพราะอาจทำให้ลมเข้ากระเพาะอาหาร
  • หากช่วยหายใจไม่สำเร็จ 2 ครั้ง ให้รีบทำการกดหน้าอกต่อทันที

การใช้เครื่องฟื้นคืนคลื่นหัวใจด้วยไฟฟ้าอัตโนมัติ (Automated External Defibrillator: AED)

  • เมื่อเครื่อง AED มาถึงที่เกิดเหตุ ให้เปิดเครื่องเพื่อใช้งานทันที ให้ทำการติดแผ่นนำไฟฟ้า (Electrodes) หลังจากนั้นเครื่องจะทำการวิเคราะห์โดยอัตโนมัติว่าจำเป็นต้องช้อคหรือไม่ 
  • ภายหลังจากการช็อคหัวใจด้วยไฟฟ้าทุกครั้งให้กดหน้าอกต่อทันทีอย่างต่อเนื่อง หรือหากเครื่องไม่แนะนำให้ทำการช็อคก็ให้กดหน้าอกต่อ (Continue CPR)  
  • เครื่อง AED จะทำการวิเคราะห์คลื่นไฟฟ้าหัวใจทุกๆ 2 นาที ทุกๆ ครั้งที่เครื่องทำการวิเคราะห์ ห้ามสัมผัสผู้ป่วย
  • ถ้าเครื่องมีระบบให้คำแนะนำให้ทำการช่วยเหลือผู้ป่วยตามคำแนะนำ
  • การใช้ในเด็กตั้งแต่ 1-8 ปี หรือน้ำหนักน้อยกว่า 25 กิโลกรัม เครื่องจะมีการกำหนดพลังงานที่เหมาะสมสำหรับเด็ก โดยการใช้แผ่นนำไฟฟ้าที่สำหรับเด็ก

วิธีการใช้งานเครื่องฟื้นคืนคลื่นหัวใจด้วยไฟฟ้าอัตโนมัติ (Automated External Defibrillator: AED)

  • เปิดเครื่องทันที
  • แปะแผ่นนำไฟฟ้า ตามคำแนะนำของเครื่อง ตำแหน่งที่ติดตามรูปที่แสดงบนแผ่นนำไฟฟ้า (กรณีมีผู้ช่วยเหลือ 2 คน ให้กดหน้าอกอย่างต่อเนื่อง จนผู้ช่วยเหลืออีกคนติดแผ่นนำไฟฟ้าเรียบร้อย)
  • ภายหลังจากแปะแผ่นนำไฟฟ้าเรียบร้อย ให้หยุดกดหน้าอกและห้ามสัมผัสตัวผู้ป่วย เครื่องจะเริ่มวิเคราะห์คลื่นไฟฟ้าหัวใจ
  • กดปุ่มช็อค เมื่อมีข้อบ่งชี้ (เครื่องจะมีไฟสว่างที่ปุ่ม โดยส่วนมาก AED จะมีปุ่มเป็นรูปหัวใจเพื่อทำการช็อค) ก่อนทำการช็อคต้องตรวจสอบว่า ไม่มีใครสัมผัสผู้ป่วย และแจ้งเตือนให้ทุกคนเพื่อให้เตรียมพร้อมให้นับ (1) ฉันพร้อม เพื่อเตือนตัวเอง (2) คุณพร้อม เป็นการเตือนคนอื่น (3) ทุกคนพร้อม เป็นการเตือนทุกคนอีกครั้ง แล้วทำการช็อค
  • ภายหลังจากทำการกด (หรือกรณีที่เครื่องไม่แนะนำให้ช็อค) ให้เริ่มกดหน้าอก 30 ครั้ง สลับกับการช่วยหายใจ 2 ครั้ง อย่างต่อเนื่อง จนครบ 2 นาที เครื่องจะแนะนำให้หยุดทำการกดหน้าอกและห้ามสัมผัสผุ้ป่วยเพื่อทำการวิเคราะห์อีกครั้ง 
  • ให้ทำการช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง จนกว่าหน่วยแพทย์ฉุกเฉินจะมาถึงที่เกิดเหตุ

ตำแหน่งการติดแผ่นนำไฟฟ้า (Electrodes)

การติดแผ่นนำไฟฟ้า (Electrodes) ให้ทำการปลดเสื้อผู้ป่วยออกก่อน หากหน้าอกผู้ประสบเหตุมีเหงื่อ เปื้อนเลือดหรือเปียกน้ำ ให้ใช้ผ้าเช็ดออกให้แห้งก่อนอย่างรวดเร็ว ติดแผ่นให้แน่น ให้ทำการกดแผ่นนำไฟฟ้าให้แนบสนิทและมั่นใจว่าแผ่นนำไฟฟ้า (Electrode) ติดแน่นกับผิวหนังผู้ประสบเหตุ ซึ่งจะช่วยให้การปล่อยกระแสไฟฟ้าเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ สำหรับตำแหน่งการติดแผ่นนำไฟฟ้า (Electrode) เครื่อง AED โดยส่วนมากบนแผ่นนำไฟฟ้าจะมีรูปภาพแสดงตำแหน่งการติดไว้บนแผ่นอย่างชัดเจน


วิดีโอสาธิตการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐานและการใช้เครื่องฟื้นคืนคลื่นหัวใจด้วยไฟฟ้าสำหรับประชาชน

การช่วยชีวิตขั้นพื้นฐานสำหรับประชาชนทั่วไป รายการ ER Easy Room ช่อง TV5

โดย น.พ. สรายุทธ วิบูลชุติกุล แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคหัวใจและหลอดเลือด เลขานุการและคณะกรรมการมาตรฐานการช่วยชีวิตแห่งประเทศไทย (Thai Resuscitation Council: TRC) สมาคมแพทย์โรคหัวใจแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ (The Heart Association of Thailand under the Royal Patronage)


กฏหมายที่เกี่ยวข้องกับการใช้งานเครื่องฟื้นคืนคลื่นหัวใจด้วยไฟฟ้าอัตโนมัติ หรือ AED (Automated External Defibrillator) สำหรับประชาชนทั่วไป

ปัจจุบัน การใช้งานเครื่องฟื้นคืนคลื่นหัวใจด้วยไฟฟ้าอัตโนมัติ ได้ถูกประกาศให้เป็นการปฐมพยาบาล ซึ่งประกาศโดยสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) ซึ่งมีผลตั้งแต่วันที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2558 เป็นต้นมา ทั้งนี้ การประกาศกฏหมายดังกล่าว มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ประชาชนทั่วไปสามารถนำมาเครื่องฟื้นคืนคลื่นหัวใจอัตโนมัติ หรือ AED มาช่วยเหลือผู้ประสบภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันได้อย่างทันท่วงที ขณะรอความช่วยเหลือจากหน่วยบริการการแพทย์ฉุกเฉินเพื่อให้การเชื่อมต่อห่วงโซ่การรอดชีวิตอย่างสมบูรณ์


วิธีการช่วยเหลือผู้มีภาวะทางเดินหายใจอุดกั้นจากสิ่งแปลกปลอม

การรัดกระตุกที่ท้องเหนือสะดือใต้ลิ้นปี (Heimlich Maneuver) กรณีผู้ใหญ่และเด็กโต

  • กรณีผู้ประสบเหตุยืนได้ให้ผู้ช่วยเหลือเข้าไปข้างหลังผู้ป่วย ถ้ายืนไม่ได้ให้ทำการช่วยเหลือในท่านั่ง
  • ใช้มือหนึ่งข้างที่กำกำปั้นไว้ เอาด้านหัวแม่มือวางไว้ที่หน้าท้องระหว่างสะดือกับลิ้นปี่
  • มืออีกข้างกำรอบมือข้างที่วางไว้ที่หน้าท้องระหว่างสะดือกับลิ้นปี
  • มืออีกข้างกำรอบมือข้างที่วางบนหน้าท้อง จากนั้นรัดกระตุกเข้าหาตัวผู้ช่วยเหลืออย่างแรง 5 ครั้งต่อเนื่อง จนอาการดีขึ้น
  • กรณีผู้ประสบเหตุยืนไม่ไหวให้ทำการช่วยเหลือในท่านั่ง 

การรัดกระตุกที่ท้องเหนือสะดือใต้ลิ้นปี สำหรับกรณีเด็กโต 

  • ให้ผู้ช่วยเหลือคุกเข่าข้างหนึ่งลักษณะในท่านั่ง แล้วทำการรัดกระตุก 5 ครั้งต่อเนื่อง

หากการช่วยเหลือไม่สำเร็จ เมื่อผู้ประสบเหตุมีภาวะหัวใจหยุดเต้น ให้ประคองผู้ประสบเหตุนอนหงายลงบนพื้น รีบขอความช่วยเหลือ โทรแจ้งเหตุฉุกเฉิน 1669 และเริ่มทำซีพีอาร์ (CPR) โดยการกดหน้าอกสลับกับการช่วยหายใจทันที ให้ทำการช่วยเหลืออย่างต่อเนื่องไปจนกว่าทีมแพทย์ฉุกเฉินจะมาถึงที่เกิดเหตุ

กรณีเด็ก (Infant) รู้สึกตัวยังไม่มีภาวะหัวใจหยุดเต้น

  • วางเด็กคว่ำลงบนแขนใช้มือประคองตรงขากรรไกรเด็กและวางแขนนั้นลงบนหน้าขาด้านใดด้านหนึ่ง โดยให้ศีรษะเด็กอยู่ต่ำลง
  • ใช้สันมือเคาะหลัง 5 ครั้ง ต่อเนื่องกัน โดยเคาะตรงกึ่งกลางระหว่างกระดูกสะบักทั้งสองข้าง จากนั้น พลิกเด็กให้หงายบนแขนอีกข้างใช้มือประคองตรงขากรรไกรเด็ก วางบนหน้าขาอีกด้านโดยให้ศีรษะอยู่ต่ำเช่นกัน แล้วกดหน้าอกโดยใช้ 2 นิ้วของผู้ช่วยเหลือ กดบนกระดูกหน้าอกในตำแหน่งต่ำกว่าเส้นลากระหว่างหัวนมทั้งสองข้างลงมาหนึ่งความกว้างนิ้วมือ
  • ทำซ้ำจนกว่าสิ่งแปลกปลอมจะหลุดออกมาหรือจนกระทั่งไม่สามารถช่วยเหลือได้และเด็กหมดสติ เกิดภาวะหยุดหายใจ

กรณีการช่วยเหลือไม่สำเร็จ เด็กมีภาวะหยุดหายใจ (No Breathing) / หัวใจหยุดเต้น (Cardiac Arrest) ให้เริ่มขั้นตอนการซีพีอาร์ (CPR) และการโทรขอความช่วยเหลือจากระบบบริการการแพทย์ฉุกเฉินก่อน และให้เริ่มทำการกดหน้าอกและช่วยหายใจตามแนวทางปฏิบัติจนกว่าทีมช่วยเหลือจะมาถึง


*โดย วิทยากรหลักสูตรฝึกอบรมการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน เลขทะเบียน ส. 1434 (Instructor ID: ส. 1434) รับรองวิยากรโดยคณะกรรมการมาตรฐานการช่วยชีวิตแห่งประเทศไทย (Thai Resuscitation Council: TRC) สมาคมแพทย์โรคหัวใจในพระบรมราชูปถัมภ์ (The Heart Association of Thailand under the Royal Patronage)

ข้อมูลอ้างอิง (References)

  • การช่วยชีวิตขั้นพื้นฐานสำหรับประชาชนทั่วไปและบุคคลากรทางการแพทย์ ฉบับปรับปรุง 2015 ศูนย์ฝึกทักษะการดูแลผู้ป่วยในสถานการณ์เสมือนจริง คณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น จัดพิมพ์ครั้งที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2559
  • European Resuscitation Council Guidelines for Resuscitation 2015 (www.erc.edu)
  • 2015 International Consensus on Cardiopulmonary Resuscitation and Emergency Cardiovascular Care Science with Treatment Recommendation (www.americanheart.org)